ตลาดหุ้นต่างประเทศประจำวันที่ 17 ธ.ค. 62

ตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะตลาดหุ้นของประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปและสหรัฐฯ ที่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดปรับขึ้นต่อได้ดีมาจากการเกิดข้อตกลงทางการค้าระยะที่ 1 เป็นหลัก

ถึงแม้ว่ารายละเอียดของข้อตกลงอาจจะไม่ได้ดีมากอย่างที่นักลงทุนคาดหวัง แต่การเกิดขึ้นของข้อตกลงแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนที่ว่าจุดสูงที่สุดของความขัดแย้งทางการค้าได้ผ่านไปแล้ว อย่างน้อยๆ ความขัดแย้งคงไม่รุนแรงมากขึ้นจากนี้ไปจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2020 และน่าจะส่งผลให้การค้าการลงทุนกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

กลับมาที่ตลาดหุ้นไทยกันบ้าง ความกังวลในเรื่องการเมืองทำให้ตลาดหุ้นบ้านเราปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง แถมยังมาเจอข่าวลือที่ไม่จริงอีก นักลงทุนจะต้องมีสติให้มากและอย่าแตกตื่นไปกับข่าวลือมากนัก สิ่งที่ควรจะโฟกัสควรจะเป็นเรื่องปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่เราลงทุนเป็นหลักจะได้ไม่เครียดและกังวลมากเกินไปครับ

🇺🇸ตลาดสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง คาดการค้าและการลงทุนจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันและสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งเนื่องจากการเกิดข้อตกลงทางการค้า ทำให้ตลาดมีความคาดหวังว่าการค้าและการลงทุนจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง หลังจากที่เรื่องความขัดแย้งทางการค้าทำให้การค้าและการลงทุนเกิดการสะดุดมาพักใหญ่แล้ว

Dow Jones +100.51 จุด +0.36% S&P 500 +22.65 จุด +0.71% Nasdaq 100 +82.63 จุด +0.97% VIX Index ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 12.14 จุด หุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกกลุ่ม กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นได้แก่กลุ่มน้ำมัน ผู้ให้บริการสาธารณูปโภค และเทคโนโลยี

UnitedHealth +2.29% Apple +1.71% AMD +2.92% Western Digital +4.05% Micron +3.4% Tesla +6.45% Exxon Mobil +1.11%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี 1.622% 10 ปี 1.868% ส่วนต่างปรับเพิ่มขึ้นเป็น 24 basis points

🇺🇸ตลาดเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ข่าวความคลี่คลายของข้อตกลงทางการค้าระยะที่ 1 ทำให้นักลงทุนเบาใจ ถึงแม้ว่ารายละเอียดของข้อตกลงไม่ได้ดีมากอย่างที่คาด

🇨🇳ตลาดหุ้นจีน CSI300 +19.33 จุด +0.49% ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อมาจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญคือ Industrial Production ประจำเดือนพฤศจิกายนที่ขยายตัวมากกว่าที่ตลาดคาดค่อนข้างมาก โดยออกมาที่ 6.2% จากที่ตลาดคาด 5.0% รวมไปถึงตัวเลขค้าปลีกที่เติบโต 8% ดีกว่าในเดือนตุลาคมที่ระดับ 7.2% ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลไปได้มาก แต่ก็อาจจะทำให้นโยบายกระตุ้นออกมาน้อยลงเช่นกัน

หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี และนายหน้าค้าหลักทรัพย์ยังได้รับความนิยมจากนักลงทุน

Foxconn Industrial +1.22% Luxshare Precision +0.71% CSC Financial +10%

หุ้นในกลุ่มผู้ผลิตหน้าจอคอมพิวเตอร์แลปท๊อป และแท็ปเล็ตประเภท Mini LED ปรับตัวขึ้นกันอย่างโดดเด่นหลังจากที่ทาง Apple ได้วางแผนว่าจะใช้หน้าจอประเภทนี้กับสินค้าอย่าง Macbook Pro และ iPad Pro ในปี 2020 ซึ่งหน้าจอประเภทนี้จะทำให้ภาพมีความคมชัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับหน้าจอที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่เป็นแบบ LCD

Shenzhen Refond Optoelectrnoics +10% TCL +9.9%

หุ้นเข้าใหม่ในกระดาน STAR ยังคงร้อนแรง Kingsemi ผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ทางด้าน Deloitte China ได้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2020 จะมีบริษัทอีกราว 150 บริษัทเข้ามาจดทะเบียนในกระดาน STAR และจะมีการระดมทุนได้กว่า 160,000 ล้านหยวน

ธนาคาร Standard Chartered ได้ออกมุมมองล่าสุดเกี่ยวกับค่าเงินหยวนโดยมองว่าค่าเงินหยวนจะค่อยๆ แข็งค่าขึ้นหลังจากที่มีข้อตกลงทางการค้าในระยะที่ 1 ออกมา ค่าเงินหยวนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 6.86 หยวนในไตรมาสแรกของปี 2020

หุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นที่นิยมของนักลงทุนต่างชาติปรับตัวลดลงทั้งๆ ที่นักลงทุนต่างชาติยังมียอดซื้อสุทธิในวันจันทร์ Kweichow Moutai -1.3% Jiangsu Hengrui -1.84% Ping An Insurance -1.3%

ตลาดหุ้นฮ่องกง Hang Seng -179.67 จุด -0.65% หลังจากที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมากว่า +4.5% นักลงทุนจึงเริ่มมีการขายทำกำไรกันออกมา แต่ดัชนีก็ยังสามารถยืนอยู่เหนือระดับ 27,500 จุดได้และอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 250 วัน หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยียังสามารถปรับตัวขึ้นได้ต่อโดยเฉพาะสินค้าที่เป็นส่วนประกอบของโทรศัพท์มือถือ

Sunny Optical Technology +2.38% AAC Technologies +1.36% Meituan Dianping +1.19% Alibaba -0.5% Tencent -0.33%

Xiaomi +1.15% ยังปรับตัวขึ้นต่อ จากปัจจัยสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์เพื่อการสวมใส่ทั่วโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง +65% มาที่ 45.5 ล้านชิ้น โดยจีนถือเป็นตลาดที่มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 40% และ Xiaomi คือผู้นำในตลาดจีน

หุ้นในกลุ่มคาสิโนยังได้รับความนิยมจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องจากนโยบายของ ปธน.สี จิ้นผิง ที่จะมีการพัฒนาด้านนโยบายการเงินของมาเก๊า ที่รวมไปถึงการตั้งตลาดหลักทรัพย์ที่ใช้สกุลเงินหยวน

Galaxy Entertainment +1.04% ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7 วันติดต่อกัน Sands China +0.25%

🇯🇵ตลาดหุ้นญี่ปุ่น Nikkei -70.75 จุด -0.29% ตลาดปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากการขายทำกำไรและปัจจัยบวกที่เขามาสนับสนุนตลาดก็สะท้อนไปในราคาพอสมควรแล้ว หุ้นในกลุ่มผู้ผลิตและส่วนประกอบในการผลิตปรับตัวลดลงหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในปีนี้ ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แก่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี และค้าปลีก

Yahoo Japan +3.24% FamilyMart +2.21% Softbank +1.55% Shiseido +2.21% Kobe Steel +2.5% Mitsubishi Estate +0.83% Aeon Mall +1.12% Mitsubishi UFJ Financial -0.45%

การซื้อขายในตลาดหุ้นญี่ปุ่นเบาบางลงไปมาก คาดว่านักลงทุนเริ่มชะลอการลงทุนไปแล้วเพื่อเตรียมตัวท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่

🇰🇷ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ Kospi -2.10 จุด -0.1% ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเนื่องจากปัจจัยบวกต่างๆ ที่นักลงทุนคาดหวังก็เกิดขึ้นไปแล้ว หุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยียังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อ

SK Hynix +0.8% Samsung Electronics ไม่เปลี่ยนแปล Hyundai Motor -1.65%

🇮🇳ตลาดหุ้นอินเดีย Nifty50 -32.75 จุด -0.27% ตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่ก็ค่อยๆ อ่อนตัวลงจากการขายทำกำไรและปิดตัวในแดนลบ มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของอินเดียออกมาคือตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนพฤศจิกายน โดยเงินเฟ้อจากราคาค้าส่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.58% จากสินค้าประเภทอาหาร ส่วนตัวเลข CPI ด้านค้าปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 3 ปีที่ 5.54%

หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากที่ปรับตัวลดลงไปในช่วงก่อนหน้าจากปัจจัยค่าเงินรูปีอ่อนค่า หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และเฮลท์แคร์สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่หุ้นในกลุ่มสื่อสาร ผู้ผลิตเหล็ก และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวลดลง

Infosys +0.38% Yes Bank +0.32% TATA Steel -1.73% Bharti Infratel -1.64%

🇪🇺ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นต่อจากปัจจัยในเรื่องข้อตกลงทางการค้าระยะที่ 1 ที่ชัดเจนถึงแม้จะไม่ได้ดีมากอย่างที่หวัง รวมไปถึงการชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอยของพรรคอนุรักษ์นิยมที่ช่วยทำให้ภาพของ Brexit ชัดเจนขึ้น

ตลาดหุ้นในยุโรปแทบทุกตลาดปรับตัวขึ้นต่อจากความชัดเจนของเรื่องข้อตกลงทางการค้าระยะที่ 1 ถึงแม้ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญอย่าง German Manufacturing PMI ภาคการผลิตของเยอรมนีจะขยายตัวต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ก็ตามที่ 43.4 จุด จากที่ตลาดคาดไว้ที่ 44.5 จุด แต่เรื่องความชัดเจนของข้อตกลงทางการค้าและการชนะการเลือกตั้งของพรรคอนุรักษ์นิยมทำให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในยุโรปปรับตัวขึ้นได้ ดัชนี Stoxx 600 +1.39% สู่จุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล หุ้นในกลุ่มสถาบันการเงินและธนาคารขนาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

Royal Bank of Scotland +3.65% Julius Baer +2.71% Inditex +1.8% LVMH +1.46% Sanofi +1.63% Nestle +1.22% Royal Dutch Shell +1.05%

ราคาทองคำทรงตัว

ราคาทองคำทรงตัวอยู่ในกรอบแคบๆ เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบไม่เกิน 10 เหรียญ ปัจจุบันอยู่ที่ 1,480 เหรียญ

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งทางการเมืองอาจจะยกระดับขึ้น

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง SET Index -24.17 จุด -1.54% ดัชนีที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงสัปดาห์ก่อนหายไปหมดและปิดต่ำกว่าแนวรับสำคัญทางด้านจิตวิทยาที่ 1,550 จุดด้วย โดยปิดที่ 1,549.74 จุด กลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงแทบทุกกลุ่ม กลุ่มที่ปรับลดลงมากที่สุดคือกลุ่มโรงไฟฟ้าโดยนักลงทุนขายเพื่อล็อคผลกำไรเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างโดดเด่นในปีนี้ รองลงมาคือกลุ่มธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงิน ส่วนหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นบางตัวสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

TOP +0.74% ESSO +1.95% GULF -5.83% AOT -1.66% GPSC -5.46% CPN -4.4% SCB -2.48% KBANK -2.06% IVL -3.5%

นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิหุ้นไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง -4,381 ล้านบาท และ Short TFEX SET50 -26,988 สัญญา

กลุ่ม PF & REITs ปิดไม่เปลี่ยนแปลง รีทตัวใหญ่ๆ เริ่มมีการฟื้นตัว ปริมาณการซื้อขายใกล้เคียงกับภาวะปกติที่ 331 ล้านบาท หลังจากที่สัปดาห์ก่อนพุ่งขึ้นไปสูงถึง 700 – 1,000 ล้านบาท

CPNREIT +2.56% FTREIT +3.01% IMPACT -2.63% TLGF +2.13% WHART -0.68%

Infrastructure Fund
DIF -2.44% JASIF -1.54% BTSGIF +0.51% EGATIF +2.61% TFFIF ไม่เปลี่ยนแปลง